เทคโนโลยี

เมื่อ Big Tech ทำให้ความรู้สูญหาย: 20-30 ปีข้างหน้า คุณอาจเปิดไฟล์ของตัวเองไม่ได้

ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า องค์ความรู้บางอย่างจะหายไปจากโลกนี้ เพราะคุณอาจจะเปิดเอกสารที่เคยบันทึกสิ่งสำคัญต่างๆ ไม่ได้อีกต่อไป ถ้าคุณบันทึกเอกสารนั้นด้วยโปรแกรมของ Big Tech
เมื่อ Big Tech ทำให้ความรู้สูญหาย: 20-30 ปีข้างหน้า คุณอาจเปิดไฟล์ของตัวเองไม่ได้
Share this

ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า องค์ความรู้บางอย่างจะหายไปจากโลกนี้ เพราะคุณอาจจะเปิดเอกสารที่เคยบันทึกสิ่งสำคัญต่างๆ ไม่ได้อีกต่อไป ถ้าคุณบันทึกเอกสารนั้นด้วยโปรแกรมของ Big Tech

ปัญหาที่มองไม่เห็นวันนี้

สองสามชั่วอายุคนก่อน สิ่งสำคัญถูกบันทึกบนกระดาษ — พินัยกรรมของปู่ สูตรอาหารของคุณยาย บันทึกการรักษาของครอบครัว ทุกอย่างอยู่ในสมุดโน้ตที่ส่งต่อกันได้ไม่หมดอายุ

แต่ทุกวันนี้ เราบันทึกสิ่งเหล่านี้ด้วยโน้ตใน iPad, Google Keep, หรือแอปจดสูตรอาหารบนคลาวด์

แล้วลองนึกภาพว่า 20 ปีผ่านไป เมื่อคุณต้องการเปิดดูพินัยกรรมที่พ่อเขียนไว้ใน Google Docs สูตรลับน้ำพริกกะปิของคุณยายที่บันทึกใน Apple Notes หรือสัญญาสำคัญที่เซ็นผ่านระบบของเจ้าใดเจ้าหนึ่ง — คุณจะเปิดมันได้หรือเปล่า?

  • พินัยกรรมใน Google Docs — Google อาจปิดบริการ หรือเปลี่ยนนโยบายการเข้าถึงข้อมูล
  • สูตรลับน้ำพริกกะปิใน Apple Notes — ถ้าคุณไม่ได้ใช้ Mac หรือ iPhone แล้ว ข้อมูลเหล่านั้นอาจไปต่อไม่ได้
  • สัญญาหรือเอกสารสำคัญใน Notion — ระบบเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บ ไฟล์เก่าเปิดไม่ออก
  • รูปถ่ายงานแต่งงานในบริการคลาวด์ที่ปิดตัวไปแล้ว — ความทรงจำสำคัญหายไปพร้อมบริการนั้น

คุณอาจบอกว่า "ก็ export ได้นี่" — แต่จะมีสักกี่คนที่ทำอย่างจริงจังทุกวัน? โดยเฉพาะเรื่องที่ดูเหมือน "ไกลตัว" อย่างพินัยกรรมหรือสูตรอาหาร ที่เราคิดว่ายังไม่ถึงเวลา

ข้อจำกัดที่ Big Tech สร้างไว้

รูปแบบไฟล์ปิด (Proprietary Format).pages, .docx เวอร์ชันล่าสุด, หรือ Google Docs format — โปรแกรมอื่นเปิดไม่ได้สมบูรณ์ ฟอร์แมตเพี้ยน เลย์เอาต์พัง บางครั้งเปิดไม่ได้เลย

Vendor Lock-in — ยิ่งสร้างเนื้อหามากในระบบของเจ้าเดียว ยิ่งย้ายออกยาก สุดท้ายต้องอยู่กับระบบนั้นต่อไป เพราะข้อมูลติดอยู่ข้างใน

บริการอาจหายไป — Google Reader, Stadia, Picasa คือตัวอย่าง Big Tech ที่ปิดบริการไปแล้ว ข้อมูลที่ฝากไว้จะอยู่รอดหรือไม่?

เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้: มันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

การที่เอกสารของ Big Tech เปิดได้เฉพาะโปรแกรมของตัวเอง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความจำเป็นทางเทคนิค — แต่มันคือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จงใจออกแบบมา

Apple เลือกใช้ .pages และ .numbers เป็นรูปแบบปิดที่ไม่มีโปรแกรมอื่นรองรับนอกจาก iWork ส่วน Google Docs ก็ไม่มีรูปแบบไฟล์ออฟไลน์ที่แท้จริง ผู้ใช้ต้องออนไลน์ตลอดจึงจะเข้าถึงข้อมูลได้ และ Microsoft ก็มีประวัติถูกสอบสวนจากหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าในยุโรป เรื่องการจำกัด interoperability ของชุดโปรแกรม Office

ผลลัพธ์คือ: เมื่อคุณลงทุนกับระบบใดระบบหนึ่งมากพอ การย้ายออกจะรู้สึก "แพง" ทั้งเงินและเวลา คุณเลยอยู่ต่อ — และจ่ายค่าสมาชิก หรือซื้อฮาร์ดแวร์ หรือทนดูโฆษณาต่อไป

คนส่วนใหญ่ไม่เคยสังเกต เพราะเราคุ้นชินกับการใช้โปรแกรมฟรีจาก Big Tech โดยไม่ตั้งคำถาม เราไม่รู้ว่าทุกครั้งที่บันทึกงานสำคัญในรูปแบบปิด เรากำลังมอบกุญแจสำคัญให้คนอื่นถือไว้

ทางออก: เลือก Open Format

  • Markdown (.md) — ข้อความล้วน อ่านด้วยอะไรก็ได้ คงอยู่ตลอดไป
  • Plain Text (.txt) — พื้นฐานที่สุด ไม่มีวันตาย
  • PDF/A — มาตรฐานถาวร เปิดได้ทุกที่
  • OpenDocument (.odt, .ods) — มาตรฐาน ISO ใช้แทน .docx/.xlsx
  • CSV — แทน Excel ถ้าไม่ต้องใช้สูตรซับซ้อน

สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้

  1. ใช้โปรแกรมที่รองรับ Open Format เช่น LibreOffice, Obsidian (Markdown)
  2. ตั้งระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติ พร้อมแปลงเป็น Open Format ตามความเหมาะสม
  3. หลีกเลี่ยงพึ่งพาบริการคลาวด์เจ้าเดียว สำหรับข้อมูลสำคัญระยะยาว
  4. แชร์ไฟล์ในรูปแบบที่เปิดได้ทั่วไป — ส่ง PDF แทน .pages หรือ .docx

การเก็บข้อมูลสำคัญไว้กับ Big Tech โดยไม่คิดถึงอนาคต ก็เหมือนฝากสมบัติไว้ในตู้เซฟที่คุณมีกุญแจ แต่กุญแจนั้นมีเจ้าของที่อาจเปลี่ยนมันเมื่อไหร่ก็ได้

เลือกวันนี้ ก่อนที่อีก 20-30 ปีข้างหน้า คุณจะต้องเสียดายว่าทำไมไม่คิดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนั้น


ข้อความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาใส่ร้ายหรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เครื่องหมายการค้าทั้งหมดเป็นของเจ้าของ respective owners

Post Views: 2