Information Technology, ทั่วไป

Software Bloat คืออะไร

Bloat หรือ Software Bloat คือภาวะที่ซอฟต์แวร์หรือระบบปฏิบัติการมีขนาดใหญ่โต อ้วนเทอะทะ และใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น จนทำให้เครื่องทำงานช้าลง
Software Bloat คืออะไร
Share this

Bloat หรือ Software Bloat คือภาวะที่ซอฟต์แวร์หรือระบบปฏิบัติการมีขนาดใหญ่โต อ้วนเทอะทะ และใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น จนทำให้เครื่องทำงานช้าลง

เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่ง ที่เดิมทีมีแค่ฟังก์ชันโทรออกกับถ่ายรูป แต่ตอนนี้กลับมีการติดตั้งโปรแกรมตัดต่อวิดีโอ, แชท, เกม, AI มาให้จากโรงงาน จนแทบจะกลายเป็นสวิสอาร์มี่ไนฟ์ที่มีมีด 20 เล่ม แต่คุณใช้แค่มีดหลักเพียง 2 เล่มเท่านั้น

โดยลักษณะของ Bloat แบ่งออกเป็น 3 แบบหลักๆ คือ

ประเภท คำอธิบาย ตัวอย่าง
Feature Bloat (ฟีเจอร์ล้น) ซอฟต์แวร์มีฟังก์ชันเยอะแยะไปหมด แต่ผู้ใช้ใช้แค่ส่วนน้อย Microsoft Office, แอปธนาคารที่อัปเดตแล้วรก
Resource Bloat (กินทรัพยากร) แอปฯ ตัวเดียวก็กินแรมหลักร้อย MB หรือ CPU สูงโดยไม่จำเป็น Discord, Slack, Visual Studio, Electron Apps
Code Bloat (โค้ดพอง) ไลบรารีเยอะเกินไป หรือโค้ดซ้ำซ้อน ทำให้ไฟล์ติดตั้งใหญ่และโหลดนาน แอปที่ใช้ไลบรารีภายนอกแบบไม่ตัดทิ้ง

Bloatware - มรดกตกทอดจากโรงงาน ที่คุณลบไม่ได้!

ที่น่ารำคาญกว่าแอปทั่วไปที่เราเลือกโหลดเอง คือ Bloatware หรือซอฟต์แวร์ที่ผู้ผลิตและค่ายมือถือติดตั้งมาให้ตั้งแต่แกะกล่อง โดยส่วนใหญ่คุณ ไม่สามารถถอนการติดตั้ง ได้แบบถาวร (ยกเว้นการรูทหรือแจกสิทธิ์สูง)

📱 บนมือถือ (Android / iOS)

บนสมาร์ทโฟน Bloatware มาในรูปแบบ "แอปที่ติดตั้งมาจากโรงงาน"

Android:

  • แอพจากกูเกิล (Duo, Play Movies, Google TV)
  • แอพจากผู้ผลิต (Samsung, Xiaomi, OPPO, VIVO)
  • แอพจากเครือข่ายมือถือ (AIS, True, DTAC) ที่ติดตั้งเกมหรือบริการหุ้นมาให้แบบยกชุด

iOS:

  • GarageBand, iMovie, Pages, Numbers, Keynote
  • ภาษาที่ไม่ใช้, เสียงพูด Siri หลายภาษา

ผลเสีย: แอพเหล่านี้รันเบื้องหลังตลอดเวลา กินแรม ทำให้แบตเตอรี่หมดไว และที่สังเกตได้ชัดคือพื้นที่เก็บข้อมูล 10-20 GB หายไปกับแอพที่คุณไม่เคยใช้

🖥️ บนเดสก์ท็อป (Windows / macOS)

Windows 11:

  • Candy Crush, Xbox, Spotify, Clipchamp, Copilot
  • แอพแนะนำใน Start Menu
  • ซอฟต์แวร์ควบคุมจากผู้ผลิต (ซอฟต์แวร์ปรับไฟ RGB, ไดรเวอร์ปริ้นเตอร์) ที่รันพื้นหลัง

macOS:

  • GarageBand, iMovie, iWork (Pages, Numbers, Keynote)
  • ภาษาที่ไม่ใช้, เสียงพูด Siri หลายภาษา

ผลเสีย: ทำให้เครื่องบูตช้า, RAM เต็มเร็ว, และการอัปเดตระบบใช้เวลาโหลดนานขึ้น โดยเฉพาะหากคุณใช้ HDD แทน SSD จะยิ่งเห็นความต่างชัดเจน


ต้นตอของปัญหา: ทำไมถึงต้องมี Bloat?

หลายคนอาจสงสัย... "ทำไมบริษัทใหญ่ๆ ถึงยัดของไม่จำเป็นมาให้เรา?"

  1. ข้อตกลงทางธุรกิจ ผู้ผลิตได้รับเงินจากผู้พัฒนาแอพ (เช่น Facebook, Netflix, Spotify) เพื่อติดตั้งแอพเหล่านั้นมาให้ในเครื่อง คล้ายค่าจ้างโฆษณา

  2. Scope Creep (การเพิ่มแบบไร้ขีดจำกัด) ทีมพัฒนาอยากเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ทุกเวอร์ชันเพื่อให้ขายได้ แต่ไม่เคยลบฟีเจอร์เก่าออก ทำให้ซอฟต์แวร์พองโตทุกปี

  3. ความสะดวกของผู้ใช้ (ในมุมผู้ผลิต) ผู้ผลิตเชื่อว่าผู้ใช้ "อาจจะใช้" ฟีเจอร์เหล่านี้ ดังนั้นติดตั้งมาให้เลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องโหลดเพิ่ม (ซึ่งฟังดูมีเหตุผลแต่ลืมนึกถึงคนที่ไม่ใช้)

จะแก้ไขเรื่อง Bloat ได้อย่างไร

การแก้ไขปัญหา Bloatware ทำได้ไม่ง่าย เพราะผู้ที่ติดตั้ง Bloatware มาตั้งแต่ต้นทางจะพยายามทำให้การถอนการติดตั้งโปรแกรมเหล่านี้ทำได้ยาก หรือทำแทบไม่ได้เลย

เราอาจทำการถอนการติดตั้ง Bloatware บางอย่างได้ แต่ต้องมีความระมัดระวังในการดำเนินการ มิเช่นนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานอุปกรณ์ที่มี Bloat ติดตั้งอยู่ได้

แนวโน้มใหม่ๆ ที่น่าสนใจ

แนวโน้ม คำอธิบาย
Progressive Web App (PWA) เว็บแอปที่ติดตั้งได้เหมือน Native แต่เบากว่า ไม่กินพื้นที่
Tree Shaking เทคนิคในการตัดโค้ดส่วนที่ไม่ใช่ออกจากไฟล์ final build
Microservices แยกฟีเจอร์เป็นบริการเล็กๆ ลดการพ่วงกันของโค้ด
JAMstack สถาปัตยกรรมเว็บที่เน้นความเร็วและความเบา

สรุป: อนาคตของซอฟต์แวร์ต้อง "Lean" กว่านี้

ในยุคที่ฮาร์ดแวร์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่กลับถูกซอฟต์แวร์กลืนกินประสิทธิภาพไปหมด เราผู้ใช้งานต้องเริ่มเห็นคุณค่าของซอฟต์แวร์ที่ ทำสิ่งเดียวแต่ทำให้ดีที่สุด (Minimalist)

ท้ายที่สุดแล้ว คอมฯ หรือมือถือที่เร็ว ไม่ได้แปลว่าต้องมีสเปกสูงเสมอไป แต่อยู่ที่ว่า "ไม่มีซอฟต์แวร์ส่วนเกินมาฉุดรั้ง" ต่างหาก

ข้อความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาใส่ร้ายหรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เครื่องหมายการค้าทั้งหมดเป็นของเจ้าของ respective owners


Image: pexels.com

Post Views: 4