Smart Tag อุปกรณ์ที่จะทำให้คุณสามารถติดตามสิ่งของต่างๆได้อย่างง่ายดาย วันนี้เรามาคุยเรื่องอุปกรณ์ตัวนี้กันให้ละเอียดขึ้นครับ
Smart Tag คืออะไร? และทำงานอย่างไร?
Smart Tag เป็นอุปกรณ์สำหรับติดตามสิ่งของ เช่น กุญแจ กระเป๋า กระเป๋าสตางค์ หรือลูกแมวลูกหมา เพื่อช่วยให้เรารู้ตำแหน่งของสิ่งของเหล่านั้นเวลาหายหรือวางผิดที่ หลายคนเข้าใจผิดว่าอุปกรณ์แบบนี้คือ “GPS Tracker” แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่ GPS และไม่ใช้ซิมมือถือด้วย
เราอาจจะเคยได้ยินชื่อเรียกอุปกรณ์ประเภทนี้หลายอย่าง เช่น
1. Bluetooth Tracker เพราะอุปกรณ์เหล่านี้อาศัยสัญญาณ Bluetooth Low Energy (BLE) ในการกระจายสัญญาณให้สมาร์ตโฟนรอบข้างตรวจจับ
2. Smart Tag หรือ Smart Tracker เป็นคำเรียกที่เข้าใจง่ายสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (เช่น Samsung ใช้ชื่อว่า SmartTag)
3. Item Tracker / Item Finder / Location Tag เป็นชื่อที่แบรนด์อย่าง Tile และ Chipolo นิยมใช้
4. ชื่ออื่นๆ เช่น Anti-Lost Device
Smart Tag ไม่ใช่ GPS Tracker
Smart Tag หลายยี่ห้อ เช่น AirTag, Hoco E101, Tile, Chipolo, Samsung SmartTag ถูกโฆษณาว่าเป็น “GPS” ทั้งที่ ไม่มี GPS อยู่ข้างในเลย
Smart Tag ใช้สิ่งต่อไปนี้แทน:
✔️ Bluetooth Low Energy (BLE) สำหรับส่งสัญญาณออกมา
✔️ เครือข่ายผู้ใช้มือถือรอบ ๆ (Crowdsourced Network) เช่น iPhone ของคนอื่น หรือ Android ของคนอื่น
✔️ เซิร์ฟเวอร์กลาง ของแบรนด์นั้น ๆ
สิ่งเหล่านี้ทำให้ Smart Tag สามารถแสดงตำแหน่งได้ แม้ตัวมันเองจะไม่รู้ตำแหน่งจริง ๆ
Smart Tag ทำงานอย่างไร
Smart Tag ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเอง แต่ทำงานแบบนี้:
- Smart Tag ส่งสัญญาณ Bluetooth ออกมาเป็นระยะ
- เมื่อมีคนเดินผ่านที่พก iPhone หรือ Android ที่เข้ากันได้ → มือถือเครื่องนั้นจะตรวจเจอสัญญาณ
- มือถือของคนที่เดินผ่าน จะส่งข้อมูลต่อให้ เซิร์ฟเวอร์กลาง ผ่านอินเทอร์เน็ตของเขาเอง
- เรา (เจ้าของ Smart Tag) เปิดแอปขึ้นมา ก็จะเห็นตำแหน่งล่าสุดของสิ่งของที่ติด Smart Tag อยู่
✔️ มือถือคนอื่นช่วยส่งตำแหน่งให้ ✔️ Smart Tag ไม่ต้องใช้ซิม ✔️ ไม่ต้องจ่ายค่าเน็ตเพิ่ม ✔️ ปลอดภัยและเป็นแบบนิรนาม (anonymous)
Smart Tag จะไม่มีค่าเน็ตของอุปกรณ์ เพราะ
- Smart Tag ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
- มันใช้มือถือคนรอบข้างที่อยู่ใกล้ส่งข้อมูลให้แทน
- ปริมาณข้อมูลที่ส่งน้อยมากจนเจ้าของมือถือไม่รู้สึกว่าปริมาณเน็ตลดลง
พูดง่าย ๆ คือ:
👉 Smart Tag ใช้อินเทอร์เน็ตของมือถือคนที่เดินผ่าน
👉 เราไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มเลย
GPS Tracker (ของจริง) ทำงานต่างออกไป
GPS Tracker ตัวจริงจะมี:
✔️ ชิป GPS สำหรับหาตำแหน่ง
✔️ ซิมการ์ดหรือ eSIM สำหรับส่งข้อมูลออกอินเทอร์เน็ต
✔️ สัญญาณมือถือ (AIS/DTAC/True)
โดยมีขั้นตอนการทำงาน คือ:
- อุปกรณ์รับตำแหน่งจากดาวเทียม GPS
- ส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายมือถือไปยังเซิร์ฟเวอร์
- เราสามารถดูตำแหน่งแบบเรียลไทม์ได้ตลอดเวลา
❗ GPS Tracker ต้องมีค่าใช้จ่ายรายเดือน เพราะอุปกรณ์ต้องใช้ดาต้าเอง
📌 ควรเลือก Smart Tag เมื่อไหร่
- ของใช้ทั่วไป เช่น กุญแจ, กระเป๋า, กระเป๋าสตางค์
- สิ่งของที่อยู่ในพื้นที่มีคนเยอะ เช่น ห้าง, รถไฟฟ้า, สนามบิน
- ผู้ที่ต้องการติดตามแบบง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่อยากจ่ายรายเดือน
📌 ควรเลือก GPS Tracker เมื่อไหร่
- รถยนต์ / มอเตอร์ไซค์ / รถบรรทุก
- สัตว์เลี้ยงที่ออกนอกบ้าน
- คนในครอบครัวที่ต้องการดูแบบเรียลไทม์
- งานขนส่ง / ติดตามทรัพย์สินมูลค่าสูง
![]()
สรุป
Smart Tag ไม่ใช่ GPS — มันคือ Bluetooth Tag ที่ใช้เครือข่ายคนรอบ ๆ ช่วยส่งตำแหน่ง จุดเด่นคือ:
- ไม่ต้องใส่ซิม
- ไม่มีค่ารายเดือน
- แบตอยู่นาน
- เหมาะกับการติดตามของใช้ทั่วไป
ถ้าต้องการติดตามแบบเรียลไทม์หรือระยะไกลจริง ๆ → ต้องใช้ GPS Tracker ตัวจริง
หมายเหตุ
ปกติผมใช้ AirTag ของ Apple อยู่แล้ว แต่เพิ่งซื้อ Smart Tag ของ Hoco รุ่น E101 มาใช้งาน รองรับทั้ง iOS และ Android ในราคาไม่ถึง 2 ร้อยบาท (ถูกกว่า AirTag เกือบ 10 เท่า) ไว้ถ้าลองใช้แล้วมีอะไรน่าสนใจจะมาเล่าให้ฟังต่อครับ